เมื่อผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เราเห็นอะไรในสัญญาณแห่งกาลเวลา

กระแสข่าวราคาข้าวตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ถูกตีกระหน่ำบนสื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์ โลกออนไลน์  นักการเมืองออกมาดราม่า หวังเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมา ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำของไทยเราไม่ใช่เฉพาะข้าวเท่านั้น เราต่างสังเกตเมื่อถึงฤดูกาลที่ผลผลิตทางการเกษตรอะไรออกมา เช่น ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ทุเรียน มังคุด ลำไย เงาะ ฯลฯ มักมีข่าวเรื่องราคาตกต่ำ จนชาวนาหรือคนสวนรับไม่ได้กับราคาที่พ่อค้าซื้อหน้าลาน หน้าสวน ทำไมเราถึงไม่สามารถกำหนดต้นทุนการผลิตของเราได้ มันเป็นคำถามที่ถามกันมานาน นานมาก ๆ เลยล่ะ และก็เป็นอยู่อย่างนี้ ตั้งแต่รุ่นพ่อเราทำนาทำสวน มาถึงรุ่นเราก็ยังเป็นอีหรอบเดิม ๆ

          ตัวผมเองมีประสบการณ์การทำนาที่อีสานกับพี่น้องบ้านผม เมื่อเวลารถสีข้าวมาที่ลาน ก็จะมีรถหกล้อรอเทียบลาน ขนข้าวเปลือกไปโรงสี ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าปีนี้ขายข้าวได้เท่าไร ช่วงเวลาลงนาได้ไปตกเขียวกับ ธกส. กับโรงสีใหญ่ในพื้นที่ ช่วงสิ้นปีจะมีใบนัดชำระหนี้ หากเป็นลูกค้าที่ดีจะได้ลดดอกเบี้ย กองทุนหมู่บ้าน กองทุนแม่บ้าน กองทุนสารพัดในหมู่บ้านส่งหนังสือทวงหนี้ ให้ชำระหนี้สินที่กู้มากินระหว่างปี  เพราะรายได้หลัก คือ การทำนาข้าวเท่านั้น แต่รายจ่ายนั้นสารพัด ทั้งกินอยู่ ส่งลูกเรียน ส่งงวดรถ เอามาจากไหนถ้าไม่กู้  หากปีไหนฝนฟ้าดี ทำนาได้ดี ข้าวเขียวงามตา ไม่เจอภัยแล้ง พวกโรงสีส่งลูกน้องมาตระเวนดูนาชาวบ้าน แล้วคุยกันระหว่างพ่อค้าโรงสี ปีนี้ข้าวเยอะ ผลผลิตน่าจะมาก เขาจะประชุมรวมหัวกันประกาศรับซื้อข้าวเปลือกตั้งแต่ยังไม่ได้เกี่ยว เพื่อเก็บกำไร

          สิ่งที่เราคิดอยู่น่าจะมีมูลความจริง เพราะมีโอกาสได้อ่านบทวิเคราะห์ของ  คุณนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เขียนลงใน www.Thaipublica.org เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 วิเคราะห์ถึงสาเหตุราคาข้าวหอมมะลิตกต่ำ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มฤดูกาลเก็บเกี่ยวว่า “เพราะพ่อค้าส่วนใหญ่คิดว่าหลังเก็บเกี่ยวแต่ละฤดูกาล จะมีอุปทานจำนวนมหาศาล ขณะที่ความต้องการซื้อมีเท่าเดิม หรืออาจลดน้อยลงกว่าปีก่อน นี่คือผลของการเก็งกำไรของพ่อค้า ใครเก็งถูก(คือเก็งว่าราคาตลาดเดือนธันวาคมจะต่ำกว่าราคาขายล่วงหน้าในเดือนตุลาคม) ก็รวย ใครเก็งผิดก็ขาดทุน เป็นเรื่องปกติของพ่อค้า เพราะกำไรของพ่อค้าข้าวส่วนใหญ่เกิดจากความ สามารถในการเก็งกำไร

          ประการที่สอง คือ ข้าวเปลือกที่ค้างอยู่ในสต็อกของโรงสี พ่อค้าส่งออกและพ่อค้าบางรายที่ได้เงินอุดหนุนดอกเบี้ยในการซื้อข้าวเปลือกเข้าเก็บสต็อกตั้งแต่ต้นปี 2559 คงจำได้ว่าตอนต้นปี 2559 เรามีปัญหาฝนแล้งจากภาวะเอลนีโญ พ่อค้าและโรงสีต่างก็คาดว่าราคาข้าวหอมมะลิจะต้องถีบตัวสูงขึ้น จึงพากันกักตุนข้าวไว้ในสต็อก มิหนำซ้ำยังมาวิ่ง เต้นร้องให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยอุดหนุนภาระดอกเบี้ย 3% โดยสัญญาจะซื้อข้าวเปลือกในราคา 14,000 บาท ปริมาณการสต็อกข้าวเปลือกในโครงการสูงถึง 3.35 ล้านตัน แต่หลังจากนั้นราคาข้าวหอมมะลิก็ลดลงตลอด เพราะเอลนีโญคลี่คลายในกลางเดือนกรกฎาคม ฝนในอีสานค่อนข้างดี การคาดคะเนปริมาณผลผลิตก็เปลี่ยนไป คนที่สต็อกข้าวไว้จึงขาดทุน ฉะนั้น พ่อค้าจำนวนมากจึงยังไม่ได้ขายข้าวเปลือกจำนวนนี้ออกไป คาดว่าขณะนี้น่าจะยังมีข้าวเปลือกค้างในสต็อก (ทั้งข้าวหอมและข้าวขาว) อีกประมาณ 2 ล้านตัน โรงสีที่ยังไม่ได้ขายข้าวเปลือกดังกล่าวจึงไม่ได้ชำระหนี้ธนาคาร ฉะนั้นจึงไม่ค่อยมีสภาพคล่องที่จะนำมาซื้อข้าวเปลือกในฤดูใหม่ ทำให้พ่อค้าคิดว่าปีนี้อุปสงค์จะลดลง นอกจากนี้ พ่อค้ารายใหญ่บางรายก็กำลังประสบปัญหาการเงิน ทำให้ต้องหยุดซื้อข้าว ดังนั้น ปีนี้พ่อค้าที่จะมาแย่งซื้อข้าวตอนเก็บเกี่ยวก็คงจะมีจำนวนน้อยลง”

          วงจรแบบนี้ไม่ใช่เฉพาะฤดูกาลข้าวอย่างเดียว ผมมาอยู่ภาคใต้ที่พี่น้องในหมู่บ้านทำสวนผลไม้ ผมก็เห็นพ่อค้ามาตระเวนดูผลผลิตชาวสวนเมื่อถึงเวลาตัดเก็บผลไม้ ชาวสวนถามพ่อค้าว่า ปีนี้ซื้อราคาเท่าไร พ่อค้าไม่รู้หรอกว่าปีนี้เราต้องลงทุนดูแลสวนผลไม้ เราหมดไปเท่าไร ทั้งปุ๋ย ยา ฮอร์โมนต่าง ๆ กว่าจะถึงเวลาตัดเก็บผลผลิต เขาว่ายังไงก็ต้องขายครับ หน้าเหี่ยวกันเป็นแถบ ๆ เพราะพ่อค้าที่เข้ามากินรวบเจ้าเดียวเสียด้วย หากมีพ่อค้ารายย่อยอื่น ๆ เข้ามารับซื้อ ก็จะถูกแบล็คลิส จึงจำต้องขายให้พ่อค้าประจำเจ้าเดียวมากว่าสิบปี พี่น้องชาวนายังโชคดีกว่าพี่น้องชาวสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ในภาคใต้ เพราะเราไม่สามารถกินยางและปาล์มน้ำมันแทนข้าวได้ พี่น้องปักษ์ใต้ต้องซื้อข้าวสารมะลิท่อนราคา 20 กว่าบาท หากเป็นข้าวพรีเมี่ยมตกราคา 35-40 บาท ซึ่งจำเป็นต้องซื้อครับ เพราะเราคนไทยกินข้าวเป็นหลัก

          ผมเห็นอะไรในสถานการณ์นี้ ยิ่งในโอกาสที่เรากำลังทุกข์โศกกับการสิ้นพระชนม์ของพ่อหลวงของเรา ที่คนไทยทั้งชาติต่างก็หลอมรวมหัวใจ เรียกร้องให้เรารักสามัคคีกัน นำแบบอย่างและแนวคิดดำเนินชีวิตตามรอยพ่อ แก้ไขวิกฤตเหล่านี้ให้ผ่านพ้นไป และช่วยเหลือกัน ไม่ใช่แค่ลมปากพูดออกไปเท่านั้น พ่อหลวงของเราพร่ำสอนและทำแบบอย่างให้เราได้เห็นมาเป็นเวลา 70 ปี ฝ่ายงานสังคมของแต่ละสังฆมณฑลทำงานกับชุมชนมากว่าครึ่งศตวรรษเหมือนกัน เราก็ยังไม่สามารถฝ่ากระแสวงจรของพ่อค้านี้ได้ เห็นความพยายามของกลุ่มชาวนาในหลายจังหวัด เริ่มแปรรูป นำข้าวมาขายเอง ภาพเช่นนี้จะทำได้นานเท่าไร  เพราะเมื่อพ่อค้ามีสายป่านยาว มีเครื่องจักรที่ทันสมัย มีเงินมากพอที่จะยอมขาดทุน เพื่อฆ่าคู่แข่งให้ตาย เราเห็นในห้างเริ่มลดราคาข้าวลงเหลือ 135 บาท/ถุง 5 กก. ชาวนานำข้าวมาขายตามสถานที่รัฐกำหนดไว้ขายข้าว 3โลร้อย 6 โล 200 บาท แพงกว่าพ่อค้าที่ขายในห้างใหญ่ ๆ เมื่อหมดกระแสของสังคม ผู้บริโภคก็กลับเข้าไปในห้าง ซื้อข้าวในห้างหรือร้านค้าข้าวขายส่งที่มีแพ็คกิ้งสวย ๆ มากกว่าชาวนามากรอกข้าวสารขายมัดด้วยยางเวลาผ่านไป ถึงฤดูกาลทำนาก็ต้องกลับลงทำไร่ทำนา กระแสเหล่านี้ก็จะหมดความนิยมไป เป็นกระแสสั้น ๆ แต่อะไรล่ะที่จะช่วยกันอย่างยั่งยืน

          โอกาสนี้ น่าจะถึงเวลาที่ชุมชนคาทอลิกอย่างเราต้องตั้งหลักใหม่ น้อมนำแนวคิดของพ่อหลวง หลักการทำเกษตรทฤษฎี 9 ขั้น สู่ความพอเพียง ให้เป็นจริงในชุมชนแต่ละวัด และสร้างเครือข่ายเกษตรคาทอลิก ที่มีกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย เชื่อมโยงช่วย เหลือกันและกัน ขับเคลื่อนกระบวนการจัดการการเรียนรู้ที่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ ตามหลักคริสตธรรมในกรอบของกระบวนการเรียนรู้ที่เป็น Cycle ของ SEE-JUDGE-ACT โดยเน้นที่ JUDGE ประกอบไปด้วยการมีสติ หยุดนิ่ง ภาวนา และไตร่ตรอง พร้อมกับตั้งคำถามดัง ๆ ว่า “โลกแบบไหนกัน ที่พวกเราจะส่งต่อให้กับลูกหลานที่กำลังเจริญเติบโต และต่อผู้ที่จะตามมาภายหลัง” นี่เป็นคำถามที่ท้าทายขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ที่เรียกร้องให้เราได้กลับมาดูแลเอาใจใส่โลกที่เป็นเสมือนพี่น้องของเรา ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทั้งสามมิติขึ้นมาอีกครั้ง อันได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเพื่อนมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งสร้าง

          สมณสาสน์ Laudato Si’ เป็นดังตราประทับให้งานสังคมของพระศาสนจักรหยั่งรากลึกในคำสอนด้านสังคม อันสืบเนื่องมาจากพระวรสาร ที่มีองค์พระเยซูเป็นต้นแบบ และในกิจการอัครสาวก ทำให้คริสตชนเป็นส่วนหนึ่งของพระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า เป็นกิ่งก้านที่ติดกับลำต้น สร้างพระอาณาจักรของพระเจ้าในโลกนี้ พระอาณาจักรแห่งความจริง ความยุติธรรม ความรักเมตตา และสันติสุข ด้วยการเป็นประจักษ์พยาน และประกาศข่าวดีโดยกิจการแห่งความรัก ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย พอเพียง มีใจเมตตากรุณา รักและรับใช้ อยู่เคียงข้างคนจน เน้นความยุติธรรม กล้าละทิ้งความสะดวกสบายและความมั่นคงส่วนตัว เพื่อเป็นประจักษ์พยานที่มีประสิทธิภาพและเป็นแบบอย่าง อาศัยวิถีชุมชนวัดที่เกิดเป็นสวัสดิการชุมชนตั้งแต่เกิด-สุสาน ซึ่งเป็นภาพความเป็นชุมชนพระศาสนจักรในยุคแรก ๆ ที่ดำเนินชีวิตตามพระวาจา ด้วยจิตตารมณ์แห่งความรัก ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การแบ่งปัน และการรับใช้ซึ่งกันและกัน อันเป็นเครื่องหมายที่มีชีวิตชีวาของพระศาสนจักร

 

..........................................................................................

เขียนโดย จำลอง บุญลา
ตีพิมพ์ลง Newsletter ศูนย์สังคมพัฒนามูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี
ฉบับที่ 23  เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2559/2016

 

visitors counter

67456
todaytoday4
yesterdayyesterday89
This_WeekThis_Week799
This_MonthThis_Month3174
allall67456
© DISAC Suratthani 2021. All Rights Reserved.

Free Joomla templates by L.THEME