Project story : หนทางแห่งชีวิต

ไม่ว่าใครในโลกนี้ ล้วนอยากมีชีวิตที่อยู่ดีมีสุข  บางคนเกิดมาก็พบกับความสะดวกสบาย มีพร้อมทุกอย่าง ชีวิตไม่ต้องดิ้นรนอะไรนัก  ในขณะที่บางคนต้องดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อผลักดันชีวิตให้ดีขึ้น แม้ว่าจะต้องทนทุกข์ยากลำบาก ต้องจากบ้าน จากครอบครัว ไปอยู่ในที่ ๆ ไม่คุ้นเคย ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ไปโดยไม่รู้ว่าข้าง หน้าจะเจอกับอะไร มีเพียงความฝันและความหวังที่จะให้ได้มีชีวิตอยู่รอดและดีขึ้น

          เอ หญิงชาวเมียนมา อายุ 18 ปี ซึ่งเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วยความหวังเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ  เธอเล่าให้ฟังถึงเส้น ทางชีวิตของเธอด้วยความเศร้า ครอบครัวของเธอที่เมียนมายากจน ไม่มีเงินส่งเธอเรียน และเธอไม่มีงานทำ แต่ด้วยความหวังอยากให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ เธอจึงตัดสินใจลักลอบเข้ามาทำงานในจังหวัดภูเก็ต มุ่งมั่นว่าจะอดทนทำงานและเก็บเงินส่งกลับให้ครอบครัว

          งานแรกที่ได้ เป็นงานในร้านถ่ายเอกสาร แต่เพราะเธอไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ทำให้เกิดปัญหาขึ้น  นายจ้างจึงไล่เธอออก ตอนนั้นเธอไม่รู้จะไปหาใครที่ไหน เธอไม่มีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักอยู่ในประเทศไทยเลย  แต่โชคยังดี ได้พบกับหญิงชาวเมียนมาคนหนึ่ง ได้พูดคุยกันและฝากงานใหม่ให้เธอ เป็นงานแม่บ้าน ได้พักอาศัยอยู่กับนายจ้าง ไม่นานเธอก็เริ่มพูดภาษาไทยได้   ทำงานได้ประมาณ 5 เดือน นายจ้างผู้ชายเริ่มมีพฤติกรรมไปในทางที่ไม่ดี เช่น พาหญิงขายบริการมานอนค้างที่บ้าน หรือบางครั้งเมื่อนายจ้างหญิงไม่อยู่บ้าน นายจ้างชายจะพูดจาหว่านล้อมให้เธอยอมหลับนอนกับเขา บ้างก็ขู่ว่าจะไล่ออก หรือ ไม่ก็แจ้งตำรวจจับ เธอจึงตัดสินใจหนีออกมา และหางานใหม่ทำ เธอลองสมัครงานหลายที่ แต่ไม่มีใครรับเธอเข้าทำงาน 

          ในที่สุด เธอได้ทำงานที่ตลาดสด เธอตั้งใจทำงานเก็บเงิน ทำงานได้สองปีก็มีเงินส่งกลับไปให้ครอบครัว ชีวิตความเป็นอยู่ของที่บ้านดีขึ้น เธอตัดสินใจมีครอบครัว สามีของเธอเป็นคนบ้านเดียวกันกับเธอ เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นที่เธอไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียวแล้ว

           ไม่นานเธอก็ตั้งครรภ์ พออายุครรภ์ได้ 7 เดือน เธอเริ่มทำงานไม่ไหว เพราะงานที่ทำนั้นต้องยืนขายของอยู่ตลอด และยังต้องยกของให้กับลูกค้าด้วย เธอจึงหยุดทำงาน แต่สามีของเธอไม่พอใจ จึงคอยแต่จะทำร้ายทุบตีเธอ เธออดทนจนคลอดบุตรชาย สามีดูจะมีท่าทีและปฏิบัติต่อเธอดีขึ้น แต่เมื่อบุตรอายุได้ 3 เดือน ก็กลับมาทำร้ายเธออีก ไล่เธอให้ออกไปทำงาน ส่วนลูกนั้นสามีจะดูแลเอง ด้วยเหตุผลว่า ตลอดเวลาที่เธอตั้งครรภ์นั้นเขาทำงานคนเดียว เธอจึงตัดใจออกไปหางานทำ

  วันหนึ่ง สามีถูกจับด้วยคดีกระท่อม เจ้าหน้าที่ผลักดันส่งตัวกลับประเทศ เธอพยายามช่วยสามีอย่างเต็มที่ แต่ก็ช่วยไม่ได้ สามีโทรหาเธอตลอดเวลา บอกให้เธอช่วย และสัญญาว่าจะไม่ทำอีก เธอทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา และคิดจะแยกทางกับสามี แต่เมื่อหันมามองบุตรชายที่นอนหลับอยู่ เธอก็เปลี่ยนใจช่วยสามี  โดยช่วยให้กลับเข้ามาทางระนอง มาได้ครึ่งทางก็ถูกเจ้าหน้าที่จับ เนื่องจากนายหน้าที่พามานั้นมีสารเสพติดอยู่ในครอบครอง ครั้งนี้สามีโทรหาเธอและขู่ว่าถ้าเขาไม่ได้กลับมา เขาจะไม่ปล่อยให้เธอมีความสุข เธอจึงต้องไปกู้ยืมเงิน ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 เพื่อช่วยให้สามีได้กลับมา

  เมื่อสามีกลับมา เห็นเธอคุยกับนาย หน้าผู้ชายคนหนึ่ง สามีพาเธอกลับห้องเช่าและทำร้ายเธอ เธออับอายและนึกท้อต่อโชค ชะตา ทั้งอัดอั้นใจไม่รู้จะพูดคุยกับใคร เธอไม่มีเพื่อน เพราะทุกครั้งที่สามีเห็นเธอพูดคุยกับคนอื่น ก็จะทำร้ายทุบตีเธอ เธอคิดจะฆ่าตัวตาย แต่เมื่อบุตรชายมองหน้าเธอและร้อง ไห้ เธอได้สติ ดึงตัวลูกน้อยเข้ามากอด และตัดสินใจพาบุตรชายหลบหนีกลับประเทศ กลับไปหาพ่อแม่ที่รักเธออย่างแท้จริง และรอคอยเธออยู่เสมอ

 

-------------------------------------------------

 เขียนโดย  นกน้อย
ตีพิมพ์ลง Newsletter ศูนย์สังคมพัฒนามูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี
ฉบับที่ 22  เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2559/2016

 

visitors counter

67465
todaytoday13
yesterdayyesterday89
This_WeekThis_Week808
This_MonthThis_Month3183
allall67465
© DISAC Suratthani 2021. All Rights Reserved.

Free Joomla templates by L.THEME