พระศาสนจักรในเส้นทางสิทธิมนุษยชน ตอนที่1

 

 สมณสมัยของพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ถึงพระสันตะปาปา ยอห์นปอล ที่ 2

          เหตุการณ์ในสังคมปัจจุบันนี้  เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์อย่างแท้จริง  เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เราไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยินต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น  ยิ่งกว่านั้น เราต้องยอมรับว่าชีวิตของเราก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย ซึ่งการยอมรับได้นั้น มีนัยว่า เรากำลังเข้าอยู่ในบรรยากาศของการตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชน

           สิทธิมนุษยชนเป็นคำเรียกที่ต้องให้ความระมัดระวังและความเข้าใจเป็นพิเศษ เพราะในปัจจุบันบ่อยครั้งที่  สิทธิมนุษยชนถูกใช้ไปเพื่อเป้าหมายของความขัดแย้ง หรือการเอารัดเอาเปรียบมากกว่าความปรองดอง และการดูแลเอาใจใส่กัน  ซึ่งสองเรื่องหลังเป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณธรรมสิทธิมนุษยชน

         การก่อสร้างกลไกสำคัญต่อการเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชน ในรูปของ ‘องค์การสหประชาชาติ’  ผ่านมากว่า 70 ปีแล้ว แต่ ‘สันติภาพและการเคารพสิทธิมนุษยชน’ ยังตกอยู่ภายใต้คำพูดที่มักกล่าวอ้างเสมอ ๆ ว่า สันติภาพเป็นไปได้หากมีการเคารพสิทธิมนุษยชน  หมายความว่า โดยความเป็นจริงแล้ว สังคมยังไม่มีสันติภาพ และสิทธิมนุษยชนยังถูกลิดรอนตลอดเวลา

   (1) พระศาสนจักรคาทอลิก โดยพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2  ผู้ทรงทำหน้าที่ส่ง เสริมและฟื้นฟูสันติภาพ ตลอดสมณสมัยของพระองค์ ทรงเน้นว่า สิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจแห่งการประกาศข่าวดีของพระศาสนจักร ซึ่งเมื่อเป็นดังนี้  ก็ถือเป็นหน้าที่อันละเลยมิได้ที่จะต้องชำระหัวใจนี้ให้สะอาด  ด้วยการตระหนักเสมอว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของตัวเรา  ของคนที่เราเกี่ยวข้อง  ของเพื่อนบ้าน  และของพี่น้องทุกคน ผู้ต่างก็เป็นลูกของพระเจ้าเหมือนกัน  สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของ ‘เรา’ มิใช่เรื่องของ ‘ฉัน’ หรือเรื่องของ ‘คนอื่น’

สิทธิมนุษยชนในพระคัมภีร์

    (2) หากจะศึกษาว่า แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนของศาสนจักรคาทอลิกเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด  ก็ต้องบอกว่า เริ่มมาตั้งแต่สมัยโมเสส  ที่สร้าง‘บัญญัติ 10 ประการ’ ขึ้นมา เพื่อให้คนปฏิบัติ   บัญญัติ 10 ประการเป็นกฎบัตรแรกที่กล่าวถึงสมาชิกในชุมชนมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่ปฏิบัติต่อกัน คือ สิทธิในการนับถือและบูชาพระเจ้า สิทธิในการมีชีวิต (ห้ามฆ่าคน)  สิทธิที่จะมีครอบครัว  สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิที่จะได้รับการบอกความสัตย์จริง และได้รู้  เป็นต้น

   (3) ในสมัยพระเยซูเจ้า บุรุษแห่งนาซาเร็ธ  พระองค์ก็ให้กฎบัตรที่สอง นั่นคือบัญญัติเอก ‘เรื่องความรัก’ จากเหตุการณ์งานเลี้ยงครั้งสุดท้าย เมื่อพระเยซูเจ้าล้างเท้าสานุศิษย์ และตรัสแก่พวกเขาว่า จงรักกันและกันเหมือนที่เรารักท่าน  สามารถตีความในทางสิทธิมนุษยชนได้ว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความรัก ได้รับการปรนนิบัติ ดูแล ได้รับการเคารพ ได้รับการรักษา ได้รับการเรียกชื่อในฐานะศิษย์ของพระเยซูเจ้าที่เท่าเทียมกัน คนเหล่านี้ (สานุศิษย์) ก็ต้องรัก รับใช้ รักษา และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียมกัน

 

สิทธิมนุษยชนในพระศาสนจักรร่วมสมัย

   (4) การเปิดตัวเองครั้งสำคัญของพระศาสนจักรต่อเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่พัฒนามาเป็นคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร เด่นชัดขึ้นในสมณสมัยของพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 131  ที่ออกสมณสาสน์เรรุม นอวารุม (Rerum Novarum) เมื่อปี ค.ศ.1891 พระองค์ตระหนักว่าผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วง ค.ศ. 1815 ส่งผลกระทบต่อความเป็นมนุษย์มาก โดยเฉพาะสภาพการทำงานของคนงาน ที่ถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบ พระองค์ทรงเห็นว่า มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานของสิทธิตามธรรมชาติ อันเป็นสากลและล่วงละเมิดมิได้  ดังนี้  เมื่อคนงานทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  พวกเขาก็มีสิทธิ ที่รัฐหรือนายจ้าง ไม่อาจละเมิดได้  ไม่ว่าจะเป็นสภาพการทำงานที่อุดอู้ สภาพที่อยู่อาศัยที่แออัด หรือการที่นายจ้างเลี่ยงให้ค่าจ้างที่ไม่ครบ โดยจ่ายเป็นเงินส่วนหนึ่งและจ่ายเป็นของสัพเพเหระอีกส่วนหนึ่ง  ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของครอบครัวคนงาน นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเรียกร้องรัฐให้ใช้อำนาจตามหลักนิติรัฐ เพื่อปกป้องผู้ไร้ซึ่งอำนาจ และเพื่อส่งเสริมประโยชน์ส่วนรวม

   (5) ต่อมา เมื่อทวีปอเมริกาเหนือ และยุโรป เผชิญปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษที่ 1920 ผู้คนตกงานเป็นจำนวนมาก เกิดความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ระบบสังคมตกอยู่ภายใต้เผด็จการสังคมนิยมขั้วหนึ่ง และทุนนิยมอีกขั้วหนึ่ง  ซึ่งการตกอยู่ภายใต้บรรยากาศของขวาสุดขั้ว และซ้ายสุดขั้วเช่นนี้  โดยเฉพาะในประเทศอิตาลี ที่มายาคติจากลัทธิฟาสซิสต์ ทำให้พระสันตะปาปาปีโอที่ 11 2  ทรงกังวล เพราะระบบทุนนิยมในแนวทางของฟาสซิสต์ที่เป็นแบบขวาสุด  เน้นบรรษัทนิยม 3  เป็นต้นเหตุแห่งความอยุติธรรมในสังคม 

     ด้วยเหตุนี้  ในสมณสาสน์  Quadragesimo Anno (1931) พระองค์ได้ทรงยืนยันเรื่องสิทธิมนุษยชน ด้วยการประณามทั้งระบอบสังคมนิยม แบบนาซีเยอรมัน ลัทธิคอมมิวนิสต์แบบโซเวียต  และฟาสซิสต์ของมุสโสลินี ว่าเป็นตัวการทำลายเสรีภาพของบุคคล และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดสงครามระหว่างชนชั้น และปิดกั้นสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนบุคคล  รวมทั้ง ละเลยต่อการคุ้มครองสิทธิของคนงาน  พระองค์ได้ทรงสนับสนุนเสรีภาพตามมโนธรรมสำนึกของบุคคล  ที่แต่ละบุคคลมีสิทธิจะประกาศความเชื่อและดำรงชีวิตตามความเชื่อนั้น พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐปฏิบัติตามหลักการอุดหนุนช่วยเหลือ นั่นคือ รัฐต้องเปิดโอกาสให้กลุ่มเล็กๆ ทางเศรษฐกิจและสังคมดำเนินกิจการของตนไป โดยที่รัฐไม่เข้าไปแทรกแซงควบคุม แต่มีบทบาทเป็นตัวคอยช่วยเหลือในยามที่กลุ่มต่าง ๆ ต้องการ   พร้อมกับสนับสนุนการจัดตั้งสมาคมอาชีพ (guild)  ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาความอยุติธรรมที่เกิด ขึ้นระหว่างชนชั้นนายทุนและบรรดาแรงงาน

   (6) ในช่วงของพระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 12 4   เหตุการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ คือ สงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1939-1945) พระองค์ทรงเห็นความจำเป็นที่สังคมโลกต้องได้รับการฟื้นฟูเพื่อนำความยุติธรรมและสันติมาสู่มนุษยชาติ  และแสดงจุดยืนชัดเจนว่า  สันติภาพไม่ทำให้สิ่งใดต้องสูญเสีย  แต่สงครามทำให้ทุกสิ่งหมดสิ้นไป 5   คำสอนของพระองค์เน้นเรื่องการปกป้องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น พระองค์ทรงประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเป็นการทำลายศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และทำให้บุคคลไม่สามารถบรรลุถึงความผาสุกส่วนรวมได้ 

     ในพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาส  ค.ศ. 1942 พระองค์ทรงเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการพัฒนาชีวิต สิทธิที่จะได้รับการอบรมและการศึกษา  สิทธิของปัจเจกบุคคลในการนับถือศาสนา และทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่น สิทธิในการแต่งงาน สิทธิในการทำงาน สิทธิที่จะเลือกการดำรงชีวิต  และในปี ค.ศ. 1944 พระองค์ยังมีพระราชดำรัสในการปกป้องสิทธิพล เมืองทุกคน ที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตทางสังคม และในการปกครองประเทศ  เหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองนี้  ยังทำให้พระสันตะปาปาปีโอ ที่ 12  เรียกร้องต่อประชาคมนานาชาติให้ตั้งองค์สากลระหว่างประเทศขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลและประเทศต่างๆ  และป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน (องค์การสหประชาชาติ 1945)

   (7) เมื่อพระศาสนจักรปรับโครงสร้างและบทบาทของตนเองอีกครั้ง ในช่วงสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง (1962-1965) สังคมโลกในขณะนั้นเข้าสู่ยุคสงครามเย็น การแข่งขันในเชิงอำนาจของค่ายเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์  เกิดสงครามกลางเมืองในหลายพื้นที่ ผู้คนตกอยู่ในภาวะหวาดวิตก   ผู้นำศาสนจักรในขณะนั้น คือพระสันตะปาปา ยอห์น ที่ 23 6   ทรงใช้ความเป็นจริงของสังคมในช่วงเวลาดังกล่าว สอนเรื่องสิทธิมนุษยชนผ่านสมณสาสน์ Pacem in Terris ( ค.ศ.1963)  ด้วยทรงเห็นว่า  สิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานของสันติภาพ  หาเช่นนั้น สันติภาพก็เกิดขึ้นไม่ได้   สาระเรื่องสิทธิมนุษยชนในสมณสาสน์ดังกล่าว  ถือว่าเป็นกฎบัตรสิทธิมนุษยชนในพระศาสนจักรคาทอลิก  ที่ระบุถึงเรื่องสิทธิในการมีชีวิต  สิทธิในร่างกาย  สิทธิที่จะได้รับการดูแล  และคุ้มครอง  สิทธิในการแสดงออกตามมโนธรรม สิทธิในการแสดงความคิดเห็น  สิทธิในทางวัฒนธรรม สิทธิในการอพยพโยกย้าย สิทธิในการทำงาน  และสิทธิในการทางเศรษฐกิจและการเมือง  พร้อมกับเรียกร้องการปฏิบัติหน้าที่ของคริสตชน  ในการยอมรับและเคารพสิทธิของผู้อื่น  รวมทั้ง ร่วมมือกันทำงานเพื่อความผาสุกของมนุษย์ทุกคน  ทั้งนี้ การที่บุคคลยืนยันถึงสิทธิของตนเอง โดยละเลยหน้าที่ที่ตนจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่น  ก็เปรียบเสมือนการสร้างบ้านด้วยมือข้างหนึ่ง และรื้อทิ้งด้วยมืออีกข้างหนึ่ง 7  หรืออีกนัยหนึ่ง การที่เรายืนยันในสิทธิของตนเอง หมายถึงเรากำลังยืนยันสิทธิเพื่อผู้อื่นด้วย 8  พระสันตะปาปา ยอห์น ที่ 23 ยังทรงยืนยันว่า ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (1948) เป็นกลไกที่สำคัญมากในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และพระศาสนจักรตระหนักดีว่าสังคมโลกต้องมีกลไกดังกล่าวนี้ในการสร้างชุมชนมนุษย์ที่เคารพกันและกัน บนบรรทัดฐานทางกฎหมาย การเมือง สังคมและวัฒนธรรม

   (8) ต่อมาในสมณสมัยของพระสันตะปาปา ปอล ที่ 6 9  พระองค์ได้ออกสมณสาสน์ Dignitatis Humanae  (1965)  เกี่ยวกับสิทธิในการนับถือศาสนา และปฏิบัติมโนธรรมตามความเชื่อของตน  ซึ่งเป็นสิทธิที่สำคัญประการหนึ่ง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน  ทุกคนมีสิทธิที่จะนมัสการพระเจ้าตามบรรทัดฐานที่ถูกต้องของมโนธรรมของตัวเอง และปฏิบัติศาสนกิจของตนทั้งโดยส่วนตัว และโดยส่วนรวม 10

     พระสันตะปาปา ปอล ที่ 6 ทรงสอนเรื่องสิทธิ หน้าที่ และสันติภาพ  โดยผลักดันให้เกิดกลไกต่าง ๆ  ที่มุ่งไปสู่เป้าหมายแห่งการสร้างสันติในสังคม  ซึ่งกลไกที่สำคัญ  คือการก่อตั้ง คณะกรรมาธิการว่าด้วยยุติธรรมและสันติของสันตะสำนัก ในปี 1967  และประกาศให้มีวันสันติ ภาพสากลประจำปีนับตั้งแต่นั้นมา   เพื่อกระตุ้นให้คริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกหันมาสนใจประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสังคม และหาหนทางแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปสู่สันติภาพ  ด้วยเหตุผลที่ว่า สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องรองที่ให้เลือกได้ แต่เป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญในพระวรสาร 11

   (9) การสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนเข้มข้นมากขึ้นในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 212   พระองค์ทรงประณามและเรียกร้องให้ยุติการกระทำที่คุกคามและละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิความเป็นมนุษย์  รวมทั้งผลักดันการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในกลุ่มชนที่มีความขัดแย้งกันทางการเมือง และความแตกต่างด้านความเชื่อ ตามภูมิภาคต่าง ๆ  ทั้งในยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะประเทศโปแลนด์ มาตุภูมิของพระองค์เอง  ในเอเชียตะวันออกกลาง และในดินแดนศักดิ์สิทธิ์

          พระองค์ทรงสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนจากคริสตวิทยา  เรื่องการบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสตเจ้า  ‘พระเจ้า...ทรงส่งข้าพเจ้ามาเพื่อนำข่าวดีมาสู่ผู้ที่ทนทุกข์  คนชอกช้ำระกำใจประกาศอิสรภาพให้แก่เชลย และเปิดเรือนจำให้แก่ผู้ที่ถูกจองจำ’ (อสย.61:1) ‘เพราะเมื่อเราหิว ท่านก็ให้อาหาร เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ  เราไม่มีเครื่อง นุ่งห่ม ท่านก็ให้เสื้อผ้า เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาหา (มธ.25:35-40)   และทรงเรียกร้องคริสตชนผู้ที่เป็นศิษย์ติดตามพระคริสต์ ต้องเอาใจใส่ต่อสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์  และปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของคนทุกคน

            พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนในบริบททางเศรษฐกิจและสังคม  ทรงเขียนสมณสาสน์ Laborem Excercens  (ค.ศ. 1981)  เพื่อเรียกร้องสิทธิให้แก่คนงาน  และสนับสนุนสหภาพแรงงาน เพื่อเป็นกลไกช่วยให้ลูกจ้างได้ใช้สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต   และได้รับความเป็นธรรมในเรื่องเวลาการทำงาน สวัสดิการทางสังคมต่าง ๆ และค่าตอบแทนที่ยุติธรรม  แนวคิดของพระองค์ในเรื่องสิทธิของคนงานนี้  เป็นพลังสำคัญต่อการก่อตั้งพรรคโซลิดาริตี้ของคนงานที่เมืองท่าต่อเรือ Gdansk โปแลนด์ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสังคมนิยม เป็นประชาธิปไตย เมื่อ 1980 ซึ่งในภายหลังได้กลายเป็นปรากฏการณ์โดมิโน จากยุโรปตะวันออกไปสู่สหภาพโซเวียต  และลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลายไปอย่างสิ้นเชิงในปี ค.ศ. 1991

          ในสารวันติสากล ที่พระองค์ทรงเขียนในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของทุก ๆ ปี พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ไม่เคยละเว้นสักครั้งเดียว  ในการยกเอาประเด็นที่มนุษย์ถูกละเมิดสิทธิ มาเป็นโจทก์ เพื่อท้าทายความร่วมมือของผู้นำประเทศ นักการเมือง ผู้นำศาสนา และผู้มีน้ำใจดีในสังคมเพื่อหาหนทางแก้ไขและเปลี่ยนแปลง  พระองค์นำพระศาสนจักรเข้าไปพยานในสถานการณ์ที่เด็กและผู้หญิงในภูมิภาคต่าง ๆ ถูกละเมิดสิทธิเพราะสงคราม   การละเมิดสิทธิของชนกลุ่มน้อย  สิทธิครอบครัวที่ถูกวัฒนธรรมแห่งความตายกัดกร่อน สิทธิของคนยากจนในทวีปอัฟริกา  และสิทธิของผู้อพยพย้ายถิ่น  พระองค์เรียกรองว่าการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนมิใช่หน้าที่ของผู้นำศาสนา หรือผู้นำ ผู้ปกครอง เท่านั้น แต่เป็นพันธะหน้าที่ของคริสตชนทุกคน ที่ต้องร่วมในพันธกิจแห่งทูตแห่งสันติภาพ

          จากบทเรียนความพยายามของพระศาสนจักรในการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชนนี้  แสดงให้เห็นว่า  สิทธิมนุษยชนมิใช่เป็นเรื่องของ ‘โลก’   สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่มีพื้นฐานทางศาสนา   สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ยืนยันถึง ‘ภาวะจำกัด’ ของอำนาจรัฐต่อชีวิตมนุษย์   สิทธิมนุษยชนยืนยันถึงศีลธรรมเป็นเรื่องที่อยู่เหนือกฎหมาย  ที่รัฐไม่สามารถล่วงละเมิดได้  เป็นเรื่องของอิสรภาพของแต่ละคน (และสังคม) ที่รัฐต้องเคารพ ยิ่งกว่านั้น ต้องเอื้ออำนวยให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสมกับความเป็นบุคคล

 

 ---------------
อ้างอิง

1   ปี ค.ศ. 1810-1903

2   ปี ค.ศ. 1922 - 1939

3 การให้บรรษัทเข้ามาควบคุมรัฐบาล ผันเงินของรัฐเข้าบัญชีของบริษัท ขายสาธารณูปโภคและสาธารณะสมบัติให้แก่เอกชน และทำลายสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย

4   ปี ค.ศ. 1939 - 1958

5  พระราชดำรัสผ่านรายการวิทยุ เมื่อ 24 สิงหาคม 1939

ปี ค.ศ. 1958 - 1963

7 Pacem in Terris ข้อ 30

8 Pacem in Terris ข้อ 36-37

9   ปี ค.ศ. 1963 - 1978

10  Dignitatis Humanea ข้อ 2

11  Evangelii Nuntiandi (1975)

12   ปี ค.ศ. 1978 - 2005

 

 

 -----------------------------------------------------------------------------

เขียนโดย  อัจฉรา สมแสงสรวง
ตีพิมพ์ลง Newsletter ศูนย์สังคมพัฒนามูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี
ฉบับที่ 22  เดือนกรกฎาคม-กันยายน 2559/2016

 

 

 

visitors counter

67469
todaytoday17
yesterdayyesterday89
This_WeekThis_Week812
This_MonthThis_Month3187
allall67469
© DISAC Suratthani 2021. All Rights Reserved.

Free Joomla templates by L.THEME